เรื่องของ "ความเป็นกลาง" คงต้องเริ่มต้นกันที่ตัวของผู้จะไปตัดสินคนอื่น คือจะต้องเป็นคนมีใจเป็นกลาง มีความยุติธรรม มีความรู้จริง ที่จะแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดได้ชัดเจน และต้องกล้าตัดสินลงไป ตามความจริงที่ถูกต้องตรงธรรมด้วย
ฉะนั้น "ความเป็นกลาง" จึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมความดีเสมอ ไม่ใช่ตั้งอยู่บนตวามถูกใจ แต่ตั้งอยู่บนความถูกต้อง
ในทางธรรม : ศาสนาพุทธจะมีพระพุทธองค์ทรงเป็น "มหาบุรุษเอกแห่งความยุติธรรม" พิจารณาคดีต่าง ๆ ด้วยความไม่มีกิเลสใด ๆ หมกเม็ด ไม่มีอคติใด ๆ ทำให้ไขว้เขวทรงเป็นยอดของ "คนเป็นกลาง"ผู้ทรงเที่ยงธรรมที่สุดในโลกตัวอย่างเช่น
ครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ทรงได้จี่วร บิณฑบาต เสนาสนะ(ที่อยู่) คิลานปัจจัยเภสัช(ยา) และบริขารอื่น ๆ มากมาย แม้ภิกษุสงฆ์ ก็ได้เช่นนั้น
แต่พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก (นักบวชนอกพุทธศาสนา)ทั้งหลาย ไม่ค่อยมีใครเคารพนับถือ จึงเสื่อมจากลาภสักการะต่าง ๆ พวกปริพาชก จึงประชุมลับปรึกาษกันว่า
"ตั้งแต่สมณโคดมอุบัติมา พวกเราก็เสื่อมจากลาภสักการะแทบหมดสิ้น ส่วนสมณโคดมกลับได้ลาภยศเลิศเลอ ทำไมสมบัติข้าวของมากมาย จึงไปเกิดแก่พระสมณโคดมหนอ"
ในหมู่ปริพาชกเหล่านั้น มีพวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า
"เห็นทีเพราะสมณโคดมได้อยู่ในทำเลดี เป็นที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปทำให้ลาภผลจึงเกิดขึ้นมากมายเป็นแน่"
ปริพาชกอื่นๆ ฟังแล้ว พากันสนับสนุนเห็นด้วย
"นั่นก็มีเหตุผลอยู่ ฉะนั้นพวกเราน่าจะไปสร้างอารามขึ้น ที่ด้านหลังขอ
เชตวันมหาวิหารบ้าง คงจะได้ลาภเพิ่มพูนยิ่งขึ้น"
พวกปริพาชกจึงตกลงใจกันว่า
"เอาล่ะ" เราจะทำกัน แต่พวกเราต้องกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบเสียก่อน แล้วค่อยสร้างอาราม เพราะหากพวกภิกษุรู้ข่าวเข้าก็จะขัดขวางได้ ฉะนั้นเราจะต้องถวายของกำนัลพระราชา เพราะเป็นธรรมดาของผู้รับสินบนแล้ว จะไม่เขวนั้นไม่มี"
เมื่อตกลงกันแล้ว ปริพาชกจึงรวบรวมทรัพย์ได้หนึ่งแสน นำไปถวยแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า
"มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลาย จะร่วมกันสร้างอารามเดียรถีย์ ณ ที่หลังเชตวันมหาวิหาร หากมีพวกภิกษุจะมาเข้าเผ้าุวายพระพรแด่พระองค์ว่า จะไม่ยอมให้สร้างอารามนั้น ขอให้มหาบพิตรดปรดอย่าเพิ่งให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้นเลย"
พระราชาทรงรับคำ แล้วรับของกำนัลไว้
ครั้นพวกเดียรถีย์ เกลี้ยกล่อมพระราชาสำเร็จ ก็รีบเร่งเรียกช่างมาเริ่มทำการก่อสร้างทำให้เกิดเสียงดังเอ็ดดีงไปหมด พราะศาสดาทางได้ยินเสียง จึงตรัสถาม
"อานนท์ นั่นเสีงอึงคะนึงอื้อฉาวอะไรกัน"
"ข้าแต่พระองค์ พวกเดียรถีย์พากันมาสร้างอารามขึ้น ที่ด้านหลังพระวิหารเชตวันพระเจ้า"
"ดูก่อนอานนท์ ที่ตรงนั้นไม่สมควรแก่อารามของเดียรถีย์ เพราะพวกนี้ชอบทำเสียงดังเอ็ดอีงเสมอ พวกเราไม่สมควรจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น"
พระศาสดาจึงให้ประชุมสงฆ์ แล้วรับสั่งว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปทูลพระราชา ให้ทรงยังยั้งการสร้างอารามของเดียรถีย์ไว้เถิด"
เหล่าภิกษุจึงไปขอเข้าเฝ้าพระราชา โดยยืนคอยอยู่ที่ประตูพระราชวัง พอพราะราชาทรงทรา ก็รับสั่งให้ไปบอกว่า
"พระราชาไม่ได้ประทับอยุ่ในวัง"
ภิกษุทั้งหลายจึงจำต้องกลับไป กราบทูลแด่พระศาสดาตามนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า
" พระราชาทรงทำอย่างนี้ ก็เพราะทรงรัสินบนแน่แล้ว"
ดังนั้นจึงทรงส่งพระอัคราสาวกทั้งสองรูปไป แต่พราะราชาก็ยังคงรับสั่งกับราชบุรุษ ไใ้บอกเหมือนเช่นเดิม พระอัครสาวกทั้งสองจึงต้องกลับมากราบทูลแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงดำริแล้วตรัสว่า
"ดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจะไม่ยอมประทับนั่งในพระราชมณเทียรอีกต่อไป แต่จะเสด็จออกข้างนอก"
รุ่งเช้า......พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งห่มจีวร ถือบาตรเสด็จไปยังปรตูพระราชวังพร้อมกับภิกษุอีก 500 รูป พอพระราชาทรงสดับข่าวเท่านั้น ก็รีบเสร็จลงจากปราสาททันที ทรงนิมนต์พระสาสดาให้เสด็จเข้าไป แล้วทรงถวายข้ายยาคู(ข้่าวต้มเหลว) และภัตร(อาหาร) จานนั้นก็ประทับ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง รอจนกระทั่งพระศาสดาทรงฉันเสร็จแล้วตรัสแสดงธรรมให้ฟัง
"มหาบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว แม้พระราชาาในครั้้งก่อน ก็ได้รับสินบน จนทำให้ผู้มีศิลต้องทะเลาะวิทวาทกัน ร้างความพินาศใหญ่หลวงเกิดขึ้น"
พระราชาทรงสดับเช่นนั้นก็ตกพระทัย เกิดอาการหวั่นไหวขึ้นทันที อ้อนวอนให้พระศาสดาทรงเล่าเรื่องนั้น พระศาสดาจึงตรัสภรุราชชาดกให้ทรงสดับ ดังนี้
ในอดีตกาล...มีพระราชาพระนามว่้า ภรุราช เสวยราชสมบัติอยู่ในแคว้นภรุ
ครั้งนั้น ณ ป่าหิมพานต์ มีดาบส (นักบวชผู้บำเ็ญตบะเผากิเลส) รูปหนึ่ง ได้ อภิญญา (ความรุ้ยิ่ง) และสมาบัติ (สภาวะสงบกิเลสอันประณีตยิ่ง) เป็นอาจารย์ปกครองดาบสอืน ๆ อีก 500 รูป อยู่มานานวันเข้า ก็พาดาบส ทั้งหมดออกจากป่า เดินจาริกไปถึงภรุนคร
ยามเช้าก็บิณฑบาตในเมือง ได้อาหารแล้ว ก็เดินออกจาก พระนครทงประตูด้านเหนือ พากันนั่้งพักอยู่ที่ดคนไทยย้อยต้นหนึ่ง ซึ่งมีคาคบและกิ่งก้านสาขาสมบุรณ์ เมื่อกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ยึดโคนต้นไทยนั้นเอง เป็นที่พักแรมตลอดมา
ครั้งเวลาล่วงเลยไปได้ครึ่งเดือน ก็ปรากฎมีดาบสอีกพวกหนึ่ง ประมาณ 500 รูป มาเที่ยวบิณฑบาตในเมืองนั้น
แล้ว ออกจากพระนครทางประตูทิศใต้ ไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไทยย้อยต้นหนึ่ง เมื่อกระทำภัตกิจแล้ว ก็อาศัยต้นไทยนั้นเป็นที่พักพิงตลอดมา
ดาบสทั้งสองพวกนั้น พักอยู่ใต้ต้นไทยย้อยคนละต้นได้ตามความพอใจ จนกระทั่งนานวันพอแล้ว ต่างก็พากันกลับคืนสู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม
ครั้งดาบสทั้งหมดไปแล้ว ต้นไทยย้อยทางประตูทิศใต้ ก็เกิดอาการเฉาจนแห้งตายไป
กาลเวลาผันผ่าน เมื่อถึงเวลาออกจาริกกันอีกครั้ง ดาบสพวกที่เคยพักอยู่ทางประตูด้านใต้ ได้เดินทางมาถึงภรุนครก่อน พอได้มาพบว่า ต้นไทรย้อยที่เคยพักอยู่นั้น แห้งโกร่น ตายไปเสียแล้ว จึงค้นหาที่พักใหม่ จนได้จเอต้นไทรย้อยทางประตูด้านเหนือ ก็อาศัยเป็นที่พำนัก ณที่นั่นเอง
ฝ่ายดาบสอีกพวกหนึ่ง เดินจาริกมาภายหลัง ครั้งถึงที่ตนเคยพักอย๋ ก็ต้องการอาศัยต้นไทยย้อยนั้ยพักผ่อนเช่นกัน ดาบสทั้งสองพวกนั้นจึงต่างก็พากันแก่งแย่งกัน
"ต้นไม้นี้ของเรา.....ต้นไม้นี้ของเรา....."
ดาบสพวกที่มาถึงก่อนอ้างว่า
"พวกเรามาถึงที่นี่ก่อน พักอยู่ก่อน ฉะนั้น พวกท่านจะมาพักที่นี่ไม่ได้"
ดาบสพวกมาถึงที่หลังก็อ้างบ้างว่า
"ต้นไทรนี้พวกเราเคยพักอยู่มาก่อนแล้ว ฉะนั้นพวกท่านจะเอาที่ที่พวกเราเคยอยู่ไป เป็นที่พักของพวกท่านไม่ได้"
ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกัน ยอมกันไม่ได้ จึงต้องพากันไปหาคนกลาง ให้พระเจ้าภรุราชทรงพิจารณาคพี พระราชาฟังความแล้ว ก็ทรงตัดสินให้ดาบสที่มาถึงก่อน ได้โคนต้นไทยเป็นที่พักอาศัย
เป็นดังนี้แล้ว ดาบสอีกพวกจึงเกิดมานะทิฐิขึ้นว่า
"พวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาหาว่า ถูกดาบสพวกนั้นทำให้พ่ายแพ้ได้"
จากนั้นจึงไปแสาะหา ได้เรือนหลังหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นของที่พระเจ้าจักรพพดิทรงใช้สอยแล้วนำมาถวายเป็นของกำนัลแด่พระเจ้าภรุราช พากันถวายพระพรว่า
"มหาบพิตร ขอให้พระองค์ทรงตัดสินใหม่ ให้พวกอาตมาได้เป็นเจ้าของที่พัก ณ โคนต้นไทรนั้นเถิด"
พระราชาทรงยินดีในเรือนหลังนั้น จึงทรงรับไว้และตัดสินใหม่ว่า
" ท่านทั้งสองพวกนั้น จงอยู่ร่วมกันเป็นเจ้าของที่พักนั้นด้วนกันเถิด"
เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ดาบสพวกที่มาถึงก่อน จึงไปหาของ มีค่านำเอาล้อแก้วอันงดงาม มาถวายให้พระราชาบ้าง แล้วทูลว่า
"มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงตัดสินใหม่อีกครั้ง ให้พวกอาตมาเป็นเจ้าจองที่พักแต่เพียงพวกเดียวเท่านั้นเถิด พระเจ้าข้า"
พระราชาก็ทรงรับล้อแก้วนั้นไว้ ด้วยความพึงพอพระทัยยิ่งนัก แล้วจึงทรงทำตามคำขอ โคนต้นไทรย้อยจึงกลับเป็นที่พักจองดาบสที่มาถึงวก่อนอีกครั้ง
ส่วนดาบสพวกที่เคยพักอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น ได้เห็นการกระทำกลับไปกลับมาของพระราชาแล้ว ก็สะท้อนใจ ได้สติกลับคืนมา บังเกิดความละอายแก่ใจสำนึกขึ้นมาว่า
"พวกเราละวัตถุกามมาแล้ว และละกิเลสกามทั้งหมดออกบวช แล้วไฉนยังจะมาทะเลาะกัน ติดสินบนกัน เพียงแค่ปรารถนาโคนต้นไม้เป็นที่พัก เท่นี้เองหรือ ช่างเป็นการกระทำที่น่าอับอายขายหน้ายิี่งนัก ไม่สมควรเลย"
คิดได้ดังนี้แล้ว ดาบสผู้เป็นอาจารย์จึงรีบพาดาบสที่เป็นพวกของตนทั้งหมด หนีกลับไปสู่ป่าหิมพานต์ทีนที
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จึงเดือดร้อนไปถึงเหล่าเวดา (ผู้ที่มีจิตใจสูง) ที่สิงสถิตอยู่ ณ แคว้นภรุ รัฐทั้งปวง ต่างพากันพิโรธพระเจ้าภรุราชเป็นอย่างมาก
"พระราชาพระองค์นี้ ได้ทรงประทุษร้ายต่อดาบสทั้งหลาย ทำให้ผู้ถือศิลทะเลาะวิวาทกัน เป็นการกระทำที่เป็นบาปหนักยิ่งนัก"
เหล่าเทวดาจึงยันดาลกระแสน้ำไหลบ่า ท่วมแคว้นภรุรัฐอันกว้างใหญ่ ให้กลายเป็นท้องทะเล ก่อให้เกิดภัยพิบัติทั่วทั้งแว่นแคว้น เหตุเพียงเพราะพระเจ้าภรุราชพระองค์เดียวเท่านั้น
พระศาสดาทรงเล่าชาดกเรื่องนี้แล้ว ก็ตรัสว่า
"ซึ่งในสมัยั้น เราตถาคตก็คือ ดาบสผู้เป็นอาจารย์นั่้นเอง "
มหาบพิตร บัณทิตทั้งหลายนั้น ย่อมไม่สรรเสริญการลุแก่อำนาจ ด้วยความลำเอียงใด ๆ บุคคลไม่ความมีจิตคิดร้าย ควรกล่าวแต่คำที่องความจริงเท่านั้น"
พระราชาทรงสดับชาดก และถ้อยคำตรัสเตือนสติแล้ว พระผู้มีพระภาคก็เสด็จกลับ ไป พระราชาทรงสำนึกในความผิด บังเกิดความชัดแจ้งขึ้นในพระทัย จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษ ไปรื้อดารามของพวกเดียรถีย์ทั้งเสีย ไม่ทรงอนุญาตให้สร้างอารามไว้ ที่ด้านหลังของพระเชตวันมหาวิหาร จนพวกเดียรถีย์ตั้งตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว