ให้กระืบือ

posted on 08 Aug 2010 18:01 by ohodha

     จำเลยขับรถสิบล้อจากศรีสะเกษ บรรทุกควายมาเต็ม คันรถ พอมาถึงสระบุรีก็เจอด่านตรวจ

    จ่าเดินเข้าไปหาคนขับ

     "บรรทุกอะไรมา"

      จำเลยคนศรีสะเกษเลยตอบเป็นภาษาลาวไปว่า

     "มีแต่ โควยยย์ย์ "(ควายไม่มีสระอา)

     "ไปโรงพัก มึงดูหมิ่นเจ้าพนักงาน"

      จ่ากระชากคอหอยจำเลยไปโรงพักฐานให้ของลับแก่ตำรวจ  พอไปถึงโรงพักจ่าก็ฟ้องร้องเวรปากคอสั่น "มันมัน...ให้โควยย์ ตำ...ตำรวจขะรับ"

     "มันว่ายังไง"

     " มันบอกมีแต่โควยย์ ...ขะรับ"

     ร้อยเวรเป็นคนอุบลหันไปถามจำเลยพวกเดียวกันว่า

     "เจ้าว่าจั๋งได๋" (เอ็งพูดว่ายังไง)

     "ข๋อยทุกโควยมา...ข้อยว่าวว่าทุกโควยมาขะรับ"

     (ผมบรรทุกควายมา ผมบอกว่าบรรทุกควายมาขะรับ)

     ร้อยเวรจึงบอกจ่าคนสระบุรีว่า 

     "จ่าปล่อยเค้าไปเถอะ เค้าไม่ได้ให้มังกือ เค้าให้ กระบือ...."

ในร้ายย่อมมีดี

posted on 08 Aug 2010 17:43 by ohodha

    มีวัดแห่งหนึ่งเกิดว่างเจ้าอาวาสลง  เพราะเจ้าอาวาสเก่ามรณภาพ ชาวบ้านจึงไปนิมาต์หลวงตารูปหนึ่งมาเป็นเจ้าอาวาส ดูแลวัดแทน  เมื่อถึงวันพระชาวบ้านก็ไปทำบุญ  รับศิล และฟังเทศน์กันตามธรรมเนียม

     ปรากฎว่าวันพระแรกที่หลวงตาขึ้นธรรมาสน์เทศน์ชาวบ้านรุ้ทันทีว่าท่านเทศน์ไม่เป็น ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนั่งฟังด้วยคาวมเบื่อหน่าย หลายคนถึงกลับม่อยหลับไป

     วันพระที่สอง  ท่านเจ้าอาวาสใหม่ก็ขึ้นเทศน์อีก แต่ก็ไม่ใด้เรื่องในความรู้สึกของชาวบ้านตามเคย ชาวบ้านหลับมากขึ้นกว่าเดิม

     หลังจากฟังเทศน์ในวันพระที่สามจลง ชาวบ้านก็ทรไม่ไหว มัคนายกได้นำชาวบ้านไปพบหลวงตาที่กุฎิ แล้วร้องเรียนต่อท่าน

    "หลวงตาเทศน์ไม่ได้เรื่องเลย  เทศน์ทีไรคนฟังหลับกันเป็นแถว"

    หลวงตานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วพูดออกมาอย่างเรียบๆ แต่จริงจังขึงขังว่า

     "โยมไม่รู้จักของดี   พวกโยมหลายคนเผชิญปัญหาชีวิต เกิดความเครียดจนนอนไม่หลับ ต้องเสียเงินเสียทองซื้อยานอนหลับมากิน อาตมาเทศน์ให้ท่านทั้งหลายหลับอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ยังว่าไม่ดีอีกหรือ....? "

    หลวงตาขึ้นเสียงสูงตอนสุดท้่าย

     ข้อคิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนดีอยุ่ในตัวเองเสมอ

เก็บ ของตกหายได้

posted on 08 Aug 2010 17:20 by ohodha

     มีกฎหมายของอำเภอเกี่ยวกับการเก็บของหายข้อหนึ่งว่า

    "มันผู้ใดเก็บของตกหายได้  ให้ประกาศต่อหน้า สาธารณชน 3 ครั้งติดต่อกัน หากไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของ ให้ของนั้นตกเป็นของผู้เก็บได้"

     วันหนึ่งบุญหลายเก็บแหวนเพชรแท้ได้วงหนึ่ง เขาวิ่งไปที่ตลาดสดตะโกนขึ้นท่ามกลางฝูงชนว่า

     "กระจองงอง....กระจองงองเจ้าข้าเอ๊ย! ผมเก็บแหวนเก๊ ได้หนึ่งวง.....เก็บแหวนเก๊ได้หนึ่งวง ....เก็บแหวนเก๊ได้หนึ่งวง มีใครจะค้านมั้ยครับ"

     เงียบ ! ไม่มีใครอ้างเป็นเจ้าของแหวนเก๊ชักคน

     "ผมประกาศสามครั้งแล้วแหวนเพชรแท้เอ๊ย! แหวน เก๊วงนี้ตกเป็นของผมตามกฎหมายแล้วเด้อ!"

edit @ 8 Aug 2010 17:41:56 by ตะวัน จันทา

หมัด ที่สองถึงเก้า

posted on 08 Aug 2010 16:42 by ohodha

ทนาย   "หลังจากที่จำเลยต่อยหน้าคุณหมัดแรก แล้วจำเลยทำอะไรคุณอีก"

พยาน "เค้าต่อยผมอีกเป็ดหมัดที่สิบ "

ทนาย " เอ้า! แล้วหมัดที่สองถึงเก้าหายไปไหนซะล่ะ"

พยาน " ไม่หายครับ"

ทนาย "แล้วไง"

พยานแยกเขี้ยวตอบทนาย

          "หมัดที่สองถึงเก้าผมกับพวกเป็นฝ่ายรุมต่อย จำเลยขะรับ"

คดี แฮ่ ! โฮ่ง !

posted on 08 Aug 2010 16:16 by ohodha

     ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี ค.ศ.1906 หมาตัวหนึ่ง กัดหมาด้วยกันตาย จึงถูกนำตัวไปฟ้องศาลฐานฆ่าสัตว์ด้วยกันตายโดยเจตนา

    การพิจารณาคดี เจ้าของหมาที่ถูกฆ่าตายเสียใจมากเอาศพหมาที่มีบาดแผลเหวะหวะ 100 กว่าแผลมาให้ลูกขุนดูต่อหน้าศาล เป็นที่เอน็จอนาจ ใจยิ่งนัก.....

     หมาจำเลยสู้ว่าฆ่าจริงแต่กระทำไปเพื่อป้องกันตัว

     ศาลฟังว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าหมาด้วยกันจริง แต่กระทำไปเพื่อป้องกันตัว 

     ศาลฟังว่า จำเลยมีเจนาฆ่าหมาด้วยกันจริง ไม่ใช่ป้องกันตัวจึงพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยให้ตายตกไปตามกัน

     ทนายจำเลยเสียใจมาก เขากล่าวว่า

     "หากจำเลยของผมพูดมากกว่านี้ ลูกขุนคงจะเข้าใจ จำเลยของผมจะต้องชนะคดีอย่างแน่นอน  แต่นี่พูดได้แค่ สองคำ คือ " แฮ่! กับ โฮ่ง ! " แล้วจะไปชนะคดีได้ยังไง ? "

โอกาสรอดสูง

posted on 08 Aug 2010 09:20 by ohodha

     ที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่ง คนไข้ถามศัลยแพทย์หลังจากศัลยแพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคเสร็จเรียบร้อย

     คนไข้         "คุณหมอครับ  โรคอย่างผม ถ้าผ่าตัดกับไม่ผ่าตัดจะมีโอกาสรอดต่างกันไหมครับ"

     ศัลยแพทย์   " ถ้าไม่ผ่าตัด ไม่มีโอกาสรอดเลย ถ้าผ่าตัดก็มีโอกาสรอด 1 ใน 10 คุณจะเลือกแบบไหน"

     คนไข้ปลงตกจึงตอบแพทย์ว่า "งั้นผมคงเลือกผ่าตัด จากประสการณ์ของคุณหมอ กรณีอย่างผมนี่มี โอกาสรอดมากไหมครับ"

     ศัลยแพทย์ "น่าจะมีโอกาสมาก เพราะผมผ่ามาแล้ว 9 ราย ตายเรียบ คุณเป็นรายที่ 10 พอดี"

edit @ 8 Aug 2010 09:24:50 by ตะวัน จันทา

edit @ 8 Aug 2010 09:34:07 by ตะวัน จันทา

.....นี่คือธรรมดา....

posted on 08 Aug 2010 09:11 by ohodha

    ...เคยอ่อนแอแพ้พ่ายมาหลายครั้ง

เคยพลาดพลั้งตั้งต้นใหม่มาหลายหน

เคยเจ็บจำซ้ำใจในผู้คน

เคยทุกข์ทนกับปัญหาประดามี..

    ...จนปล่อยจิตปลงวางว่างยึดถือ

ทุกข์จึงคือกรวดทรายในวิถี

รู้เท่าทันปัญหามาปัญญามี

มุ่งทำดีทุกคืนวันเท่านั้นพอ...

กระจกเอ๋ย

posted on 07 Aug 2010 08:42 by ohodha

     ไม่มีใครในโลกไม่รู้จักกระจกเงา

     ไม่มีใครไม่เคยไม่ดูตังเองในกระจกเงา ยกเว้นคนตาพิการผู้อาภัพ

     กระจกเงาทำหน้าที่ดุจครูคอยบอกคอยสอนคอยเตือนเราอย่างเงียบ ๆ 

     "คุณเอ๋ย  น้ำหนักตัวคุณชักมากขึ้นแล้ว ฮ้า คุณท้องแทนภรรยาได้ไง ?

     "คุณเอ๋ย  หมดหล่อตรงแว่นตานี่แหละ"

     "คุณเอ๋ย เวลาคุณถอดฟันออก หน้าตาน่าขำดี " ไม่จบง่าย ๆ เจ้ากระจกขี้โม้ถามเราต่อ

     "คุณเอ๋ย เอาตีนกามาไว้บนใบหน้าสุดหล่อ เอาดอกเลามาไว้บนศรีษะ สาวไหนจะมอง"

     ผมฉุนจัด ย้อนถามไปว่า " แล้วไงอีก" ใจคิดให้มันระายออกมาให้หมด อยากรู้ความแก่ไม่ดีตรงไหน เป็นไปตามธรรมชาติไม่ใช่ หรือ ? มันสวนมาเร็วมาก

     "แขน ขา หน้าอก ใบหน้า ดอกพิกุล เอ๊ย กระแก่ผุดขึ้นทั่วไปหมด"ผมพยักหน้า 

     "คุณอย่าโกรธ ถ้าผมจะถามว่า คุณขโมยเหนียงไก่ จากปศุสัตว์ไหนมาแปะคอ"

     ผมอยากโดดเตะมันแต่กลัวเจ็บเท้า  ผมรู้เจ้ากระจกรักผม ซื่อ มายาไม่มี เห็นอย่างไรก็เตือนคุณอย่างนั้น 

     "คุณ ๆ เยขิบไปหน่อย พุงคุณจะชนหน้าผม ทำไมปล่อยให้ป่องออกมาอย่างนี้"

     คุณคงถอยห่างจากเจ้ากระจกปากเสีย 

     "ข้าแก่ พุงยื่น คอยาน มันตัวข้า เอ็งไม่เกี่ยว"

     ผมขึ้นเสียง มันเงียบ

     ผม แต่ตัวเสร็จ ออกจากบ้าน (รำคาญ)ไปพบเพื่อนเก่า ๆ แก่ ๆ ด้วยกันอาทิตย์ละครั้ง

     คืนหนึ่งผมนอนไม่หลังเหมือนคนสูงอายุทั่วไป เปิดไฟหัวเตียงอ่านหนังสือ

มันมองผม แล้วบอกว่า "คุณนอนไม่หลับหรอก คุณนอนกลางวันแล้ว "ผมเอ๋ยปาก ตอบมันแซงขึ้น "หยิบฟันปลอมมาใส่เสียก่อนพูดจะดูหล่อกว่า " ผมกลั้นโทสะแทบไม่อยู่ เกือบหยิบขวดน้ำขว้างหน้ามัน ปากจัดนัก เจ้านี่ เอง็ไม่แ่ก่บ้างแล้วไป

     แต่....ผมว่ากระจกพูดถูกเก็บคำพูดของมันมาพิจารณา จริงคับ มุษย์เรารักชีวิต รักเพียงผิวเผิน รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดี นำชีวิตล้มเหลว จะหรี่ชีวิต ยังติดยึดสุรา บุหรี่ ผู้หญิง เอาชีิวิตเข้าแลก 

     กระจกหรือพูดได้ เราเองนั่นแหละพูดกับมัน เออออเอาเอง "เออ..เราหล่อเข้าที่นี่เราแก่แต่เท่ เราเฒ่าแต่ยังไม่เข้าโลง"

     กระจกมันวิเศษมานานก่อนสโนไวท์เกิด กระจกไม่มีวันตาย

     มนุษย์ต่างหาก วันเกิดคือวันเริ่มต้น "นับถอยหลัง" ไปสู่ความดับสูญ...

 


edit @ 8 Aug 2010 11:59:46 by ตะวัน จันทา

edit @ 8 Aug 2010 12:01:42 by ตะวัน จันทา

     เรื่องของ "ความเป็นกลาง" คงต้องเริ่มต้นกันที่ตัวของผู้จะไปตัดสินคนอื่น คือจะต้องเป็นคนมีใจเป็นกลาง มีความยุติธรรม มีความรู้จริง ที่จะแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดได้ชัดเจน และต้องกล้าตัดสินลงไป ตามความจริงที่ถูกต้องตรงธรรมด้วย

    ฉะนั้น "ความเป็นกลาง" จึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมความดีเสมอ ไม่ใช่ตั้งอยู่บนตวามถูกใจ แต่ตั้งอยู่บนความถูกต้อง

     ในทางธรรม : ศาสนาพุทธจะมีพระพุทธองค์ทรงเป็น "มหาบุรุษเอกแห่งความยุติธรรม" พิจารณาคดีต่าง ๆ ด้วยความไม่มีกิเลสใด ๆ หมกเม็ด ไม่มีอคติใด ๆ ทำให้ไขว้เขวทรงเป็นยอดของ "คนเป็นกลาง"ผู้ทรงเที่ยงธรรมที่สุดในโลกตัวอย่างเช่น

     ครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ทรงได้จี่วร บิณฑบาต เสนาสนะ(ที่อยู่) คิลานปัจจัยเภสัช(ยา) และบริขารอื่น ๆ มากมาย แม้ภิกษุสงฆ์ ก็ได้เช่นนั้น

     แต่พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก (นักบวชนอกพุทธศาสนา)ทั้งหลาย ไม่ค่อยมีใครเคารพนับถือ จึงเสื่อมจากลาภสักการะต่าง ๆ พวกปริพาชก จึงประชุมลับปรึกาษกันว่า

    "ตั้งแต่สมณโคดมอุบัติมา พวกเราก็เสื่อมจากลาภสักการะแทบหมดสิ้น ส่วนสมณโคดมกลับได้ลาภยศเลิศเลอ ทำไมสมบัติข้าวของมากมาย จึงไปเกิดแก่พระสมณโคดมหนอ"

     ในหมู่ปริพาชกเหล่านั้น มีพวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า

    "เห็นทีเพราะสมณโคดมได้อยู่ในทำเลดี   เป็นที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปทำให้ลาภผลจึงเกิดขึ้นมากมายเป็นแน่"

     ปริพาชกอื่นๆ ฟังแล้ว พากันสนับสนุนเห็นด้วย

     "นั่นก็มีเหตุผลอยู่ ฉะนั้นพวกเราน่าจะไปสร้างอารามขึ้น ที่ด้านหลังขอ

เชตวันมหาวิหารบ้าง คงจะได้ลาภเพิ่มพูนยิ่งขึ้น"

    พวกปริพาชกจึงตกลงใจกันว่า

     "เอาล่ะ" เราจะทำกัน แต่พวกเราต้องกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบเสียก่อน แล้วค่อยสร้างอาราม เพราะหากพวกภิกษุรู้ข่าวเข้าก็จะขัดขวางได้ ฉะนั้นเราจะต้องถวายของกำนัลพระราชา เพราะเป็นธรรมดาของผู้รับสินบนแล้ว จะไม่เขวนั้นไม่มี"

     เมื่อตกลงกันแล้ว ปริพาชกจึงรวบรวมทรัพย์ได้หนึ่งแสน นำไปถวยแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า

    "มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลาย จะร่วมกันสร้างอารามเดียรถีย์ ณ ที่หลังเชตวันมหาวิหาร หากมีพวกภิกษุจะมาเข้าเผ้าุวายพระพรแด่พระองค์ว่า จะไม่ยอมให้สร้างอารามนั้น ขอให้มหาบพิตรดปรดอย่าเพิ่งให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้นเลย"

     พระราชาทรงรับคำ แล้วรับของกำนัลไว้

     ครั้นพวกเดียรถีย์ เกลี้ยกล่อมพระราชาสำเร็จ ก็รีบเร่งเรียกช่างมาเริ่มทำการก่อสร้างทำให้เกิดเสียงดังเอ็ดดีงไปหมด พราะศาสดาทางได้ยินเสียง จึงตรัสถาม

    "อานนท์  นั่นเสีงอึงคะนึงอื้อฉาวอะไรกัน"

     "ข้าแต่พระองค์   พวกเดียรถีย์พากันมาสร้างอารามขึ้น ที่ด้านหลังพระวิหารเชตวันพระเจ้า"

     "ดูก่อนอานนท์ ที่ตรงนั้นไม่สมควรแก่อารามของเดียรถีย์ เพราะพวกนี้ชอบทำเสียงดังเอ็ดอีงเสมอ พวกเราไม่สมควรจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น"

     พระศาสดาจึงให้ประชุมสงฆ์ แล้วรับสั่งว่า

     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปทูลพระราชา ให้ทรงยังยั้งการสร้างอารามของเดียรถีย์ไว้เถิด"

     เหล่าภิกษุจึงไปขอเข้าเฝ้าพระราชา โดยยืนคอยอยู่ที่ประตูพระราชวัง พอพราะราชาทรงทรา ก็รับสั่งให้ไปบอกว่า

     "พระราชาไม่ได้ประทับอยุ่ในวัง"

     ภิกษุทั้งหลายจึงจำต้องกลับไป กราบทูลแด่พระศาสดาตามนั้น  พระศาสดาจึงตรัสว่า

    " พระราชาทรงทำอย่างนี้ ก็เพราะทรงรัสินบนแน่แล้ว"

    ดังนั้นจึงทรงส่งพระอัคราสาวกทั้งสองรูปไป แต่พราะราชาก็ยังคงรับสั่งกับราชบุรุษ ไใ้บอกเหมือนเช่นเดิม พระอัครสาวกทั้งสองจึงต้องกลับมากราบทูลแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงดำริแล้วตรัสว่า

    "ดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจะไม่ยอมประทับนั่งในพระราชมณเทียรอีกต่อไป แต่จะเสด็จออกข้างนอก"

     รุ่งเช้า......พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งห่มจีวร ถือบาตรเสด็จไปยังปรตูพระราชวังพร้อมกับภิกษุอีก 500 รูป พอพระราชาทรงสดับข่าวเท่านั้น ก็รีบเสร็จลงจากปราสาททันที ทรงนิมนต์พระสาสดาให้เสด็จเข้าไป แล้วทรงถวายข้ายยาคู(ข้่าวต้มเหลว) และภัตร(อาหาร) จานนั้นก็ประทับ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง รอจนกระทั่งพระศาสดาทรงฉันเสร็จแล้วตรัสแสดงธรรมให้ฟัง

    "มหาบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว แม้พระราชาาในครั้้งก่อน ก็ได้รับสินบน จนทำให้ผู้มีศิลต้องทะเลาะวิทวาทกัน ร้างความพินาศใหญ่หลวงเกิดขึ้น"

     พระราชาทรงสดับเช่นนั้นก็ตกพระทัย  เกิดอาการหวั่นไหวขึ้นทันที อ้อนวอนให้พระศาสดาทรงเล่าเรื่องนั้น พระศาสดาจึงตรัสภรุราชชาดกให้ทรงสดับ ดังนี้

 

     ในอดีตกาล...มีพระราชาพระนามว่้า ภรุราช เสวยราชสมบัติอยู่ในแคว้นภรุ

     ครั้งนั้น ณ ป่าหิมพานต์  มีดาบส (นักบวชผู้บำเ็ญตบะเผากิเลส) รูปหนึ่ง ได้ อภิญญา (ความรุ้ยิ่ง) และสมาบัติ (สภาวะสงบกิเลสอันประณีตยิ่ง) เป็นอาจารย์ปกครองดาบสอืน ๆ อีก 500 รูป อยู่มานานวันเข้า ก็พาดาบส ทั้งหมดออกจากป่า เดินจาริกไปถึงภรุนคร

     ยามเช้าก็บิณฑบาตในเมือง ได้อาหารแล้ว ก็เดินออกจาก พระนครทงประตูด้านเหนือ พากันนั่้งพักอยู่ที่ดคนไทยย้อยต้นหนึ่ง ซึ่งมีคาคบและกิ่งก้านสาขาสมบุรณ์ เมื่อกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ยึดโคนต้นไทยนั้นเอง เป็นที่พักแรมตลอดมา

     ครั้งเวลาล่วงเลยไปได้ครึ่งเดือน ก็ปรากฎมีดาบสอีกพวกหนึ่ง ประมาณ 500 รูป มาเที่ยวบิณฑบาตในเมืองนั้น

แล้ว ออกจากพระนครทางประตูทิศใต้  ไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไทยย้อยต้นหนึ่ง  เมื่อกระทำภัตกิจแล้ว ก็อาศัยต้นไทยนั้นเป็นที่พักพิงตลอดมา

     ดาบสทั้งสองพวกนั้น พักอยู่ใต้ต้นไทยย้อยคนละต้นได้ตามความพอใจ  จนกระทั่งนานวันพอแล้ว ต่างก็พากันกลับคืนสู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม

     ครั้งดาบสทั้งหมดไปแล้ว ต้นไทยย้อยทางประตูทิศใต้ ก็เกิดอาการเฉาจนแห้งตายไป 

     กาลเวลาผันผ่าน เมื่อถึงเวลาออกจาริกกันอีกครั้ง  ดาบสพวกที่เคยพักอยู่ทางประตูด้านใต้ ได้เดินทางมาถึงภรุนครก่อน พอได้มาพบว่า ต้นไทรย้อยที่เคยพักอยู่นั้น แห้งโกร่น ตายไปเสียแล้ว จึงค้นหาที่พักใหม่ จนได้จเอต้นไทรย้อยทางประตูด้านเหนือ ก็อาศัยเป็นที่พำนัก ณที่นั่นเอง

     ฝ่ายดาบสอีกพวกหนึ่ง เดินจาริกมาภายหลัง  ครั้งถึงที่ตนเคยพักอย๋ ก็ต้องการอาศัยต้นไทยย้อยนั้ยพักผ่อนเช่นกัน ดาบสทั้งสองพวกนั้นจึงต่างก็พากันแก่งแย่งกัน

     "ต้นไม้นี้ของเรา.....ต้นไม้นี้ของเรา....."

     ดาบสพวกที่มาถึงก่อนอ้างว่า

     "พวกเรามาถึงที่นี่ก่อน พักอยู่ก่อน  ฉะนั้น พวกท่านจะมาพักที่นี่ไม่ได้"

     ดาบสพวกมาถึงที่หลังก็อ้างบ้างว่า

     "ต้นไทรนี้พวกเราเคยพักอยู่มาก่อนแล้ว ฉะนั้นพวกท่านจะเอาที่ที่พวกเราเคยอยู่ไป เป็นที่พักของพวกท่านไม่ได้"

     ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกัน ยอมกันไม่ได้ จึงต้องพากันไปหาคนกลาง ให้พระเจ้าภรุราชทรงพิจารณาคพี พระราชาฟังความแล้ว ก็ทรงตัดสินให้ดาบสที่มาถึงก่อน ได้โคนต้นไทยเป็นที่พักอาศัย

     เป็นดังนี้แล้ว ดาบสอีกพวกจึงเกิดมานะทิฐิขึ้นว่า

     "พวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาหาว่า ถูกดาบสพวกนั้นทำให้พ่ายแพ้ได้"

     จากนั้นจึงไปแสาะหา ได้เรือนหลังหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นของที่พระเจ้าจักรพพดิทรงใช้สอยแล้วนำมาถวายเป็นของกำนัลแด่พระเจ้าภรุราช  พากันถวายพระพรว่า

     "มหาบพิตร  ขอให้พระองค์ทรงตัดสินใหม่  ให้พวกอาตมาได้เป็นเจ้าของที่พัก ณ โคนต้นไทรนั้นเถิด"

     พระราชาทรงยินดีในเรือนหลังนั้น จึงทรงรับไว้และตัดสินใหม่ว่า

     " ท่านทั้งสองพวกนั้น จงอยู่ร่วมกันเป็นเจ้าของที่พักนั้นด้วนกันเถิด"

     เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ดาบสพวกที่มาถึงก่อน จึงไปหาของ มีค่านำเอาล้อแก้วอันงดงาม มาถวายให้พระราชาบ้าง แล้วทูลว่า

     "มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงตัดสินใหม่อีกครั้ง ให้พวกอาตมาเป็นเจ้าจองที่พักแต่เพียงพวกเดียวเท่านั้นเถิด พระเจ้าข้า"

     พระราชาก็ทรงรับล้อแก้วนั้นไว้ ด้วยความพึงพอพระทัยยิ่งนัก แล้วจึงทรงทำตามคำขอ โคนต้นไทรย้อยจึงกลับเป็นที่พักจองดาบสที่มาถึงวก่อนอีกครั้ง 

     ส่วนดาบสพวกที่เคยพักอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น ได้เห็นการกระทำกลับไปกลับมาของพระราชาแล้ว ก็สะท้อนใจ ได้สติกลับคืนมา บังเกิดความละอายแก่ใจสำนึกขึ้นมาว่า

     "พวกเราละวัตถุกามมาแล้ว และละกิเลสกามทั้งหมดออกบวช แล้วไฉนยังจะมาทะเลาะกัน ติดสินบนกัน เพียงแค่ปรารถนาโคนต้นไม้เป็นที่พัก เท่นี้เองหรือ ช่างเป็นการกระทำที่น่าอับอายขายหน้ายิี่งนัก ไม่สมควรเลย"

     คิดได้ดังนี้แล้ว ดาบสผู้เป็นอาจารย์จึงรีบพาดาบสที่เป็นพวกของตนทั้งหมด หนีกลับไปสู่ป่าหิมพานต์ทีนที

     เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จึงเดือดร้อนไปถึงเหล่าเวดา (ผู้ที่มีจิตใจสูง) ที่สิงสถิตอยู่  ณ แคว้นภรุ รัฐทั้งปวง ต่างพากันพิโรธพระเจ้าภรุราชเป็นอย่างมาก

     "พระราชาพระองค์นี้ ได้ทรงประทุษร้ายต่อดาบสทั้งหลาย ทำให้ผู้ถือศิลทะเลาะวิวาทกัน เป็นการกระทำที่เป็นบาปหนักยิ่งนัก"

     เหล่าเทวดาจึงยันดาลกระแสน้ำไหลบ่า ท่วมแคว้นภรุรัฐอันกว้างใหญ่ ให้กลายเป็นท้องทะเล ก่อให้เกิดภัยพิบัติทั่วทั้งแว่นแคว้น เหตุเพียงเพราะพระเจ้าภรุราชพระองค์เดียวเท่านั้น

     พระศาสดาทรงเล่าชาดกเรื่องนี้แล้ว ก็ตรัสว่า

    "ซึ่งในสมัยั้น เราตถาคตก็คือ ดาบสผู้เป็นอาจารย์นั่้นเอง "

     มหาบพิตร  บัณทิตทั้งหลายนั้น ย่อมไม่สรรเสริญการลุแก่อำนาจ ด้วยความลำเอียงใด ๆ บุคคลไม่ความมีจิตคิดร้าย ควรกล่าวแต่คำที่องความจริงเท่านั้น"

     พระราชาทรงสดับชาดก และถ้อยคำตรัสเตือนสติแล้ว พระผู้มีพระภาคก็เสด็จกลับ ไป พระราชาทรงสำนึกในความผิด บังเกิดความชัดแจ้งขึ้นในพระทัย จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษ ไปรื้อดารามของพวกเดียรถีย์ทั้งเสีย  ไม่ทรงอนุญาตให้สร้างอารามไว้ ที่ด้านหลังของพระเชตวันมหาวิหาร จนพวกเดียรถีย์ตั้งตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว

 

     

จริงหรือเปล่า

posted on 01 Aug 2010 19:19 by ohodha

     ลองเปิดใจท่านผู้อ่านทุกท่าน....ชีวิตคนเรายืนอยู่ในความไม่แน่นอน ทุกแสี่ยววินาที อาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเราก็ได้ ...อาจจะรวยไม่ทันตั้งตัว หรือจนไม่ทันตั้งตัว แต่ที่แน่ ๆ คือทุกคนต้องตายแน่นอน

     แต่ก่อนที่จะตายทุกคนหันมามองสิว่า เราพร้อมที่จะจากไปหรือยัง ทำดีกับคนที่เรารักคือยัง คุณพ่อ คุณแม่ ญาติ เพื่อน  ประเทศที่เราเกิด เราทำสิ่งดีๆ ให้ใครหรือยัง  ...ถ้ายังควรเริ่มซะ เพราะเราไม่รู้หรอนะว่า เราจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่......สิ่งที่จริงแท้ เราต้องจากโลกนี้ไป แน่ แ่น่......